ศึกแห่งศักดิ์ศรีระหว่างเว็บไซต์เสิร์จเอนจิ้นรายใหญ่ของโลก 'กูเกิล' กับ 'สาธารณรัฐประชาชนจีน' เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า สหรัฐฯจะส่งหนังสือไปยังรัฐบาลปักกิ่ง เพื่อขอคำอธิบาย กรณีเว็บไซต์กูเกิล ถูหลังตรวจพบว่า กูเกิล และบริษัทอีกอย่างน้อย 20 แห่ง รวมทั้งบริษัทด้านการเงิน อินเตอร์เน็ต ส่ือมวลชน เทคโนโลยี และธุรกิจเคมี ถูกแฮกเกอร์โจมตีอย่างหนัก รวมถึงนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ยังดำเนินการเรียกร้องอย่างไม่เป็นทางการไปยังจีน เช่นเดียวกับทำเนียบขาว ที่สนับสนุนการตัดสินใจของกูเกิล กรณีที่ไม่ยอมรับการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตของสาธารณรัฐประชาชนจีน
บริการสืบค้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก
กระทั่งข่าวส่งหนังสือขอคำอธิบายจากจีนแพร่สะพัด ประเทศผู้ถูกกล่าวถึงก็ร้อนตัวและออกมาโต้ตอบภายในเวลาอันสั้น โดยหัวหน้าองค์กรสื่อออนไลน์ของจีน ให้สัมภาษณ์ว่า จีนไม่ต้องการให้สหรัฐฯสอนเรื่องอินเทอร์เน็ต หลังจากที่ นางฮิลลารี คลินตัน วิจารณ์ถึงเสรีภาพด้านข้อมูลข่าวสารในจีน รวมถึงประธานองค์กรสื่อออนไลน์ของกรุงปักกิ่ง ก็ออกมาวิจารณ์คำพูดของนางคลินตันด้วยเช่นกัน ว่าไม่แสดงความเคารพต่อจีน ทำให้ปัญหาเรื่องอินเทอร์เน็ตกลายเป็นความขัดแย้งล่าสุดระหว่าง 2 ชาติยักษ์ใหญ่ เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งที่มีอยู่เดิม ในเรื่องสภาพอากาศโลก ค่าเงินหยวน และความขัดแย้งทางการค้า
ชาวจีนร่วมไว้อาลัยกับการจากไปของกูเกิล
เมื่อประเด็นเริ่มร้อนแรง กูเกิล จึงแถลงเตือนว่า อาจถอนตัวออกจากจีน แต่ฝ่ายแผ่นดินใหญ่หาได้ยี่หระไม่ และยังไม่มีท่าทีประนีประนอม รวมถึงสวนหมัดกลับทันทีว่า ไม่สนใจหากกูเกิลจะเลิกบริการในประเทศของตน อีกทั้งยังสั่งให้บริษัทอินเทอร์เน็ตต่างชาติ ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ควบคุมอินเทอร์เน็ตของจีน หากยังอยากให้บริการอยู่ นับเป็นการแสดงความแข็งกร้าว และไม่ง้อสื่อต่างชาติอย่างเห็นได้ชัด
ธงชาติจีนสบัดเหนือกูเกิล
ท่าทีชาติฝั่งตะวันออกคุกรุ่น ผู้บริหารระดับสูงของกูเกิล เซอร์กี บริน (Sergey Brin) จึงเอาน้ำเย็นเข้าลูบ แถลงต่อหน้าสาธารณะชนเป็นครั้งแรก ระหว่างการประชุม TED ที่ลองบีช แคลิฟอร์เนีย ว่ายังคาดหวังการเปิดบริการเว็บไซต์ Google.cn ในประเทศจีนอีกครั้ง แถมเจียมเนื้อเจียมตัวว่า อาจไม่เป็นผลสำเร็จภายในเวลาเพียง 1 ปี แต่ในปีถัดไปอาจสำเร็จดังคาดก็ได้
ขั้นตอนการสืบสวนและควานหาต้นตอผู้กระทำผิดยังคงดำเนินต่อไป มีการคาดเดาว่า สถาบันการศึกษาของจีน 2 แห่งมีเอี่ยว แต่กูเกิลยังคงอุบข้อมูลไว้ โดยอ้างว่าการสืบสวนยังไม่สิ้นสุด จนสถาบันที่ถูกหมายหัวออกมาตอบโต้ว่า หากคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยถูกใช้เป็นเครื่องมือในเหตุการณ์นั้นจริง ก็ไม่ได้หมายความว่าแฮกเกอร์จะเป็นคนในมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด
ขั้นตอนการสืบสวนและควานหาต้นตอผู้กระทำผิดยังคงดำเนินต่อไป มีการคาดเดาว่า สถาบันการศึกษาของจีน 2 แห่งมีเอี่ยว แต่กูเกิลยังคงอุบข้อมูลไว้ โดยอ้างว่าการสืบสวนยังไม่สิ้นสุด จนสถาบันที่ถูกหมายหัวออกมาตอบโต้ว่า หากคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยถูกใช้เป็นเครื่องมือในเหตุการณ์นั้นจริง ก็ไม่ได้หมายความว่าแฮกเกอร์จะเป็นคนในมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด
ชาวจีนร่วมไว้อาลัยกับการจากไปของกูเกิล
พอข่าวคราวเริ่มซาไม่ทันไร ก็มีเรื่องให้กูเกิลต้องกุมขมับอีกหน เมื่อจีนผุดเว็บไซต์เลียนแบบเครื่องหมายการค้า โดยเว็บไซต์ดังกล่าวใช้ชื่อว่า Goojje มีการออกแบบโลโก้คล้ายกับ Google อย่างกับแกะ กูเกิลจึงฟ้องร้องฐานละเมิดเครื่องหมายการค้าเพราะใช้โลโก้คล้ายกัน อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ อีกประการหนึ่งนอกเหนือจากรูปลักษณ์ที่ละม้ายคล้ายกันแล้ว ความหมายของอักษร 2 ตัวสุดท้าย ของ Goojje ยังมีความหมายว่า Big sister หรือ พี่สาวคนโต ทำนองเดียวกับ Google ซึ่งอักษร 2 ตัวท้าย มีความหมายว่า Big brother หรือ พี่ชายคนโต
แต่ในที่สุดก็ไม่อาจยื้อเว็บไซต์ google.cn ในจีนได้อีกต่อไป เมื่อเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานสารสนเทศสภาประชาชนจีน เผยว่า กูเกิลละเมิดข้อสัญญา ซึ่งทางสำนักงานไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาสาระการพาณิชย์ในลักษณะการเมืองที่ปรากฏในเว็บไซต์ บริษัท กูเกิล อิงค์ จึงประกาศปิดให้บริการเว็บเซิร์จเอ็นจิ้นอย่างถาวร เมื่อกลางเดือนมี.ค. สร้างความตกตะลึงให้กับโลกธุรกิจแห่งการสื่อสารไร้พรมแดน ขณะที่จีนยังคงปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับการโจรกรรมข้อมูลใดๆ การตัดสินใจดังกล่าว ทำให้ประชาชนชาวจีน กลุ่มที่ใช้บริการเว็บ google.cn ต่างพากันมาวางดอกไม้ไว้อาลัย รวมถึงจุดเทียนระลึกถึงประโยชน์ที่เคยได้จากเว็บไซต์ค้นหาข้อมูล ขณะนี้ ชาวจีนราว 384 ล้านคน ที่ยังคงต้องการใช้บริการค้นข้อมูลต้องพึ่ง google.com.hk ของฮ่องกงแทน
แต่ในที่สุดก็ไม่อาจยื้อเว็บไซต์ google.cn ในจีนได้อีกต่อไป เมื่อเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานสารสนเทศสภาประชาชนจีน เผยว่า กูเกิลละเมิดข้อสัญญา ซึ่งทางสำนักงานไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาสาระการพาณิชย์ในลักษณะการเมืองที่ปรากฏในเว็บไซต์ บริษัท กูเกิล อิงค์ จึงประกาศปิดให้บริการเว็บเซิร์จเอ็นจิ้นอย่างถาวร เมื่อกลางเดือนมี.ค. สร้างความตกตะลึงให้กับโลกธุรกิจแห่งการสื่อสารไร้พรมแดน ขณะที่จีนยังคงปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับการโจรกรรมข้อมูลใดๆ การตัดสินใจดังกล่าว ทำให้ประชาชนชาวจีน กลุ่มที่ใช้บริการเว็บ google.cn ต่างพากันมาวางดอกไม้ไว้อาลัย รวมถึงจุดเทียนระลึกถึงประโยชน์ที่เคยได้จากเว็บไซต์ค้นหาข้อมูล ขณะนี้ ชาวจีนราว 384 ล้านคน ที่ยังคงต้องการใช้บริการค้นข้อมูลต้องพึ่ง google.com.hk ของฮ่องกงแทน
พนักงานในบริษัทร่วมวางดอกไม้ให้กับ google.cn
อย่างไรก็ตามกระทรวงการต่างประเทศของจีน ออกมาสรุปใจความสำคัญว่า ปัญหาของกูเกิลนั้นเป็นประเด็นรายบุคคล ไม่เกี่ยวเนื่องกับความสัมพันธ์ทางการทูตและทางการเมือง ระหว่างรัฐบาลจีนกับรัฐบาลสหรัฐฯ โดยจีนยังคงเปิดรับเสรีเหมือนเดิม ส่วนสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ก็ยืนยันว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯนั้นอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลไม่โยงเรื่องดังกล่าวแน่นอน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น